พื้นคอนกรีตก่อนทำพื้นสนามกีฬา ต้องตรวจอะไรบ้าง? 8 จุดสำคัญก่อนลงระบบพื้น

ก่อนติดตั้งพื้นสนามกีฬา ไม่ว่าจะเป็นระบบ Acrylic, PU Sports Flooring, PU Coating Hard Court หรือระบบพื้นประเภทอื่น สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเริ่มงานคือสภาพของพื้นฐานเดิม เพราะระบบพื้นด้านบนไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้าง ความลาดเอียง น้ำขัง ความชื้น หรือการทรุดตัวของพื้นคอนกรีตได้ทุกกรณี

พื้นคอนกรีตที่ดูเรียบด้วยสายตาอาจยังมีรอยแตกร้าว แอ่งน้ำ ความชื้น ผิวปูนอ่อน คราบน้ำมัน หรือระดับพื้นที่ไม่เหมาะกับการระบายน้ำ หากลงระบบพื้นโดยไม่ตรวจสอบและแก้ไขก่อน ปัญหาจากพื้นเดิมอาจส่งผลต่อชั้นพื้นสนามที่ติดตั้งภายหลัง

บทความนี้จึงเน้นเฉพาะการตรวจและเตรียมพื้นคอนกรีตก่อนทำพื้นสนามกีฬา หากยังอยู่ในขั้นตอนเลือกระบบพื้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีเลือกพื้นสนามกีฬาให้เหมาะกับการใช้งาน และ วัสดุพื้นสนามกีฬา

คำตอบสั้น: ก่อนทำพื้นสนามกีฬา ต้องตรวจพื้นคอนกรีตอะไรบ้าง?

ก่อนเริ่มติดตั้งระบบพื้นกีฬา แนะนำให้ตรวจสอบอย่างน้อย 8 เรื่องหลัก ได้แก่

  1. อายุและสภาพของพื้นคอนกรีต
  2. ความแข็งแรงและการทรุดตัวของพื้น
  3. ความเรียบและจุดต่ำของพื้น
  4. ความลาดเอียงและระบบระบายน้ำ
  5. ความชื้นของพื้นคอนกรีต
  6. รอยแตกร้าวและรอยต่อของพื้น
  7. ความสะอาดและสภาพผิวคอนกรีต
  8. ความพร้อมของพื้นให้ตรงกับระบบพื้นที่จะติดตั้ง

การตรวจทั้ง 8 จุดก่อนเริ่มงานช่วยให้สามารถแยกได้ว่า ส่วนใดเป็นปัญหาของฐานพื้น และส่วนใดเป็นงานของระบบพื้นสนามกีฬา ลดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังติดตั้งเสร็จแล้ว

8 จุดสำคัญในการตรวจพื้นคอนกรีตก่อนทำพื้นสนามกีฬา ได้แก่ รอยแตกร้าว ความเรียบ ความลาดเอียง น้ำขัง ความชื้น สภาพผิว ความแข็งแรง และอายุพื้น

1. ตรวจอายุและสภาพของพื้นคอนกรีต

สิ่งแรกที่ควรทราบคือพื้นคอนกรีตเป็นพื้นใหม่หรือพื้นเดิม เพราะวิธีตรวจและเตรียมพื้นแตกต่างกัน

พื้นคอนกรีตใหม่

พื้นคอนกรีตใหม่ต้องมีระยะเวลาให้คอนกรีตพัฒนากำลังและความชื้นลดลงก่อนติดตั้งระบบผิว ผู้ผลิตระบบพื้นกีฬาหลายรายระบุระยะบ่มคอนกรีตใหม่ประมาณ 28 วันเป็นขั้นต่ำสำหรับระบบของตน แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมจริงควรตรวจตามผลิตภัณฑ์ สภาพอากาศ ความหนาของพื้น และค่าความชื้นของหน้างานร่วมกัน

จึงไม่ควรใช้เพียงคำว่า “เทปูนครบ 28 วันแล้ว” เป็นตัวตัดสินว่าพร้อมลงระบบพื้นทันที โดยเฉพาะระบบที่ไวต่อความชื้นจากพื้นฐาน

พื้นคอนกรีตเดิม

สำหรับพื้นเดิมควรตรวจประวัติการใช้งาน รอยแตกร้าว การทรุดตัว น้ำขัง คราบน้ำมัน สีหรือสารเคลือบเดิม รวมถึงการซ่อมที่เคยดำเนินการมาก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้อาจมีผลต่อการยึดเกาะของระบบพื้นใหม่

2. ตรวจความแข็งแรงและการทรุดตัวของพื้น

ระบบพื้นสนามกีฬาเป็นชั้นงานด้านบน จึงไม่ควรถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างของคอนกรีตที่ยังเคลื่อนตัวหรือทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง

ก่อนเริ่มงานควรสำรวจว่าพื้นมีลักษณะผิดปกติหรือไม่ เช่น

  • พื้นทรุดเป็นแนวยาวหรือเป็นแอ่ง
  • รอยแตกร้าวที่มีการเคลื่อนตัว
  • ขอบพื้นแยกตัว
  • พื้นแตกร้าวบริเวณรอยต่อ
  • ส่วนของคอนกรีตหลุดร่อนหรือเสื่อมสภาพ
  • พื้นที่รับน้ำหนักแล้วเกิดการเคลื่อนตัวผิดปกติ

หากสงสัยว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ควรหาสาเหตุและแก้ไขฐานพื้นก่อน เพราะการอุดรอยแล้วเคลือบระบบพื้นทับไม่ได้รับประกันว่ารอยเดิมจะไม่กลับขึ้นมาอีก

3. ตรวจความเรียบและจุดต่ำของพื้น

สนามกีฬาต้องการผิวที่มีความสม่ำเสมอมากกว่าพื้นคอนกรีตใช้งานทั่วไป จุดต่ำหรือแอ่งที่สังเกตเห็นไม่ชัดในช่วงพื้นแห้งอาจกลายเป็นบริเวณน้ำขังเมื่อฝนตกหรือล้างสนาม

การตรวจสามารถทำได้ทั้งการสำรวจระดับ การใช้ไม้ระดับหรืออุปกรณ์วัดระดับ และสำหรับพื้นที่กลางแจ้งอาจสังเกตพื้นที่หลังฝนตกหรือทดสอบน้ำเพื่อหาจุดที่น้ำระบายออกไม่หมด

หากพบจุดต่ำ ควรประเมินก่อนว่าจะใช้วิธีปรับระดับ ซ่อมเฉพาะจุด หรือแก้ระดับพื้นใหม่ วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความลึก พื้นที่ของแอ่ง และระบบพื้นที่จะติดตั้ง

4. ตรวจความลาดเอียงและระบบระบายน้ำ

สำหรับสนามกีฬากลางแจ้ง ความลาดเอียงและการระบายน้ำเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุด เพราะชั้นผิวสนามไม่ควรถูกใช้แทนการออกแบบทางระบายน้ำของฐานพื้น

ควรตรวจว่าเมื่อฝนตกแล้วน้ำสามารถไหลออกจากสนามได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ มีพื้นที่ต่ำ น้ำย้อนจากพื้นที่ข้างเคียง หรือมีขอบคอนกรีตและสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำหรือไม่

ค่าความลาดเอียงไม่ควรกำหนดจากตัวเลขทั่วไปเพียงตัวเดียว เพราะกีฬา ระบบพื้น และรายละเอียดโครงการอาจมีข้อกำหนดต่างกัน ตัวอย่างเช่น ระบบ Acrylic Court บางระบบใช้แนวทางความลาดเอียงประมาณ 0.83–1% เพื่อช่วยระบายน้ำ แต่ควรตรวจข้อกำหนดของระบบและประเภทสนามจริงก่อนก่อสร้าง

สำหรับรายละเอียดงานกลางแจ้ง สามารถอ่านต่อได้ที่ พื้นสนามกีฬากลางแจ้ง

5. ตรวจความชื้นของพื้นคอนกรีต

ความชื้นเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะระบบพื้นที่ยึดติดกับพื้นคอนกรีตโดยตรง เพราะความชื้นหรือไอน้ำที่เคลื่อนผ่านคอนกรีตสามารถส่งผลต่อการยึดเกาะ การเกิดฟอง การพอง หรือการหลุดล่อนของระบบบางประเภทได้

พื้นคอนกรีตที่ดูแห้งบนผิวไม่ได้หมายความว่าความชื้นภายในอยู่ในระดับที่เหมาะสมเสมอไป หากระบบพื้นที่เลือกใช้มีข้อกำหนดเรื่อง Moisture Content, Relative Humidity หรือ Moisture Vapor Emission ควรทดสอบด้วยวิธีที่ผู้ผลิตระบุ

ค่าที่ผ่านหรือไม่ผ่านจึงต้องอ้างอิงจากระบบและผลิตภัณฑ์ที่จะติดตั้งจริง ไม่ควรใช้ค่าจากผลิตภัณฑ์หนึ่งไปตัดสินอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งโดยอัตโนมัติ

6. ตรวจรอยแตกร้าวและรอยต่อของพื้น

พื้นคอนกรีตสามารถเกิดรอยแตกร้าวได้จากหลายสาเหตุ เช่น การหดตัวของคอนกรีต การทรุดตัว การเคลื่อนตัวของฐาน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ หรือรายละเอียดของรอยต่อ

ก่อนซ่อมควรแยกให้ได้ว่ารอยที่พบเป็นเพียงรอยผิวหรือเป็นรอยที่มีการเคลื่อนตัว เพราะวิธีซ่อมและความเสี่ยงที่รอยจะกลับขึ้นมาบนระบบพื้นใหม่แตกต่างกัน

ไม่ควรเพียงเติมวัสดุอุดรอยทุกจุดแล้วเคลือบทับทันทีโดยไม่พิจารณาสาเหตุ โดยเฉพาะรอยต่อโครงสร้างหรือรอยที่ยังเกิดการเคลื่อนตัว

7. ตรวจความสะอาดและสภาพผิวคอนกรีต

การยึดเกาะของระบบพื้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวฐานด้วย พื้นจึงควรปราศจากสิ่งที่รบกวนการยึดเกาะ เช่น

  • ฝุ่นและผงปูน
  • น้ำมันและจาระบี
  • สีหรือสารเคลือบที่เสื่อมสภาพ
  • คราบสกปรก
  • วัสดุซ่อมเดิมที่หลุดร่อน
  • ผิวหน้าคอนกรีตที่อ่อนหรือเป็นฝุ่น

วิธีเตรียมผิวอาจแตกต่างกัน เช่น การขัด การเจียร การ Shot Blast หรือวิธีเตรียมผิวอื่นตามระบบที่จะติดตั้ง จุดสำคัญคือทำให้ได้ผิวฐานที่สะอาด แข็งแรง และมี Surface Profile เหมาะกับวัสดุที่จะยึดเกาะ

8. ตรวจว่าพื้นพร้อมสำหรับ “ระบบที่จะติดตั้งจริง” หรือไม่

ขั้นตอนสุดท้ายคืออย่าตรวจพื้นคอนกรีตแบบแยกออกจากระบบพื้น เพราะ Acrylic, PU Sports Flooring, PU Coating Hard Court, PVC หรือระบบประเภทอื่นอาจต้องการสภาพ Substrate และวิธีเตรียมพื้นที่ต่างกัน

ก่อนเริ่มงานจึงควรทราบให้ชัดว่า

  • จะติดตั้งระบบพื้นประเภทใด
  • ระบบนั้นรองรับฐานคอนกรีตแบบใด
  • ต้องใช้ Primer หรือชั้นเตรียมพื้นอะไร
  • กำหนดค่าความชื้นไว้เท่าใด
  • ต้องการ Surface Profile แบบใด
  • รอยแตกร้าวและ Joint ต้องจัดการอย่างไร
  • ใช้ภายในหรือภายนอกอาคาร
  • ผู้ผลิตกำหนดเงื่อนไขการติดตั้งไว้อย่างไร

หากต้องการศึกษาความแตกต่างของแต่ละระบบก่อน สามารถดูได้ที่ วัสดุพื้นสนามกีฬา Acrylic, PU, PVC, PU Coating, PP และ EPDM

พื้นคอนกรีตใหม่กับพื้นคอนกรีตเก่า ตรวจต่างกันอย่างไร?

พื้นใหม่

เน้นตรวจระยะบ่ม ความชื้น ความเรียบ ความลาดเอียง ระบบระบายน้ำ รอยต่อ ผิวหน้าคอนกรีต และสารที่อาจตกค้างจากกระบวนการก่อสร้าง

พื้นเก่า

นอกจากเรื่องระดับและความชื้นแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับประวัติการแตกร้าว การทรุดตัว น้ำขัง สีหรือวัสดุเคลือบเดิม คราบน้ำมัน การซ่อมที่ผ่านมา และความแข็งแรงของผิวเดิม

ปัญหาพื้นคอนกรีตที่ควรแก้ก่อนลงระบบพื้นสนามกีฬา

  • มีน้ำขังหลังฝนตกหรือหลังล้างพื้น
  • พื้นแตกร้าวและรอยยังมีการเคลื่อนตัว
  • พื้นทรุดหรือระดับไม่สม่ำเสมอ
  • ผิวคอนกรีตเป็นฝุ่นหรือหลุดร่อน
  • มีคราบน้ำมันหรือสารเคลือบที่ขัดขวางการยึดเกาะ
  • มีความชื้นสูงเกินข้อกำหนดของระบบพื้น
  • ความลาดเอียงพาน้ำเข้าอาคารหรือพื้นที่ข้างเคียง
  • ระบบระบายน้ำรอบสนามไม่สามารถรับน้ำได้เหมาะสม

หากพบปัญหาเหล่านี้ ควรประเมินและแก้สาเหตุก่อนลงระบบพื้นใหม่ เพราะการเพิ่มชั้นวัสดุด้านบนเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถหยุดปัญหาจากฐานพื้นได้

Checklist ก่อนให้ผู้รับเหมาเริ่มงานพื้นสนามกีฬา

  • □ ตรวจประเภทและอายุพื้นคอนกรีตแล้ว
  • □ ตรวจรอยแตกร้าวและรอยต่อแล้ว
  • □ ตรวจจุดทรุดและพื้นที่ต่ำแล้ว
  • □ ตรวจความลาดเอียงแล้ว
  • □ ตรวจทางระบายน้ำแล้ว
  • □ ตรวจความชื้นตามข้อกำหนดของระบบแล้ว
  • □ กำจัดน้ำมัน ฝุ่น สีเดิม และสิ่งปนเปื้อนแล้ว
  • □ กำหนดวิธีเตรียมผิวตามระบบวัสดุแล้ว
  • □ กำหนดขอบเขตงานซ่อมพื้นก่อนติดตั้งแล้ว
  • □ มีสเปกระบบพื้นและขั้นตอนการติดตั้งชัดเจน

นอกจากสภาพพื้นแล้ว ควรตรวจสเปก ขอบเขตงาน และวิธีดำเนินงานของผู้รับเหมาให้ชัดเจน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีเลือกผู้รับเหมาพื้นสนามกีฬา

มีพื้นคอนกรีตอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่าพร้อมทำสนามหรือยัง?

สามารถส่งขนาดพื้นที่ จังหวัด รูปหรือวิดีโอพื้นคอนกรีต และแจ้งประเภทสนามที่ต้องการทำ เพื่อใช้ประกอบการประเมินสภาพพื้นและระบบพื้นที่เหมาะสมเบื้องต้น

โทร 081-392-6356 | LINE @sukrita | ติดต่อ Sukrita2008

FAQ พื้นคอนกรีตก่อนทำพื้นสนามกีฬา

พื้นคอนกรีตใหม่ต้องรอกี่วันก่อนทำพื้นสนามกีฬา?

ระบบพื้นกีฬาหลายระบบกำหนดให้คอนกรีตใหม่มีระยะบ่มประมาณ 28 วันเป็นขั้นต่ำ แต่ไม่ควรใช้จำนวนวันเพียงอย่างเดียว ต้องตรวจความชื้น สภาพผิว และข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ที่จะติดตั้งด้วย

พื้นคอนกรีตมีรอยร้าว สามารถทำพื้นสนามทับได้หรือไม่?

ต้องตรวจลักษณะและสาเหตุของรอยแตกร้าวก่อน หากเป็นรอยที่ยังมีการเคลื่อนตัวหรือเกิดจากปัญหาฐานพื้น การอุดรอยและเคลือบทับเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถป้องกันรอยกลับขึ้นมาได้

พื้นสนามมีน้ำขัง แก้ด้วยการลง Acrylic หรือ PU ทับได้หรือไม่?

ไม่ควรใช้ระบบผิวเป็นวิธีแก้ปัญหาน้ำขังโดยตรง ควรตรวจระดับ จุดต่ำ ความลาดเอียง และระบบระบายน้ำก่อน แล้วจึงกำหนดวิธีปรับพื้นให้เหมาะสม

ทำไมต้องตรวจความชื้นก่อนลงพื้น PU หรือระบบเคลือบ?

เพราะความชื้นหรือไอน้ำจากคอนกรีตอาจมีผลต่อการยึดเกาะและทำให้ระบบบางประเภทเกิดการพองหรือหลุดล่อนได้ ค่าที่ยอมรับได้ต้องตรวจจาก Technical Data Sheet ของระบบที่จะใช้จริง

พื้นปูนขัดมันสามารถทำพื้นสนามกีฬาได้เลยหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับระบบที่จะติดตั้ง พื้นที่เรียบหรือแน่นมากอาจต้องเตรียม Surface Profile เพิ่มเพื่อให้ระบบยึดเกาะได้เหมาะสม จึงควรตรวจข้อกำหนดของวัสดุก่อนเริ่มงาน

สนามกลางแจ้งจำเป็นต้องทำพื้นลาดหรือไม่?

สนามกลางแจ้งต้องมีแนวทางระบายน้ำที่เหมาะสม โดยความลาดเอียงควรสัมพันธ์กับประเภทสนาม ระบบพื้น และข้อกำหนดของโครงการ ไม่ควรกำหนดจากตัวเลขทั่วไปโดยไม่ดูหน้างาน

พื้นคอนกรีตเก่าสามารถปรับปรุงเป็นสนามกีฬาได้หรือไม่?

สามารถทำได้ในหลายกรณี แต่ควรตรวจความแข็งแรง รอยแตกร้าว การทรุดตัว ความชื้น น้ำขัง และสภาพผิวเดิมก่อน เพื่อกำหนดขอบเขตการซ่อมและเลือกระบบพื้นที่เหมาะสม

การตรวจพื้นคอนกรีตก่อนทำสนามกีฬา โดยตรวจระดับ ความลาดเอียง การระบายน้ำ ความชื้น และสภาพพื้นก่อนลงระบบ

สรุป

ก่อนทำพื้นสนามกีฬา ควรให้ความสำคัญกับฐานคอนกรีตตั้งแต่ต้น โดยตรวจทั้งอายุพื้น ความแข็งแรง ความเรียบ ความลาดเอียง การระบายน้ำ ความชื้น รอยแตกร้าว และสภาพผิว ก่อนเลือกระบบและเริ่มติดตั้ง

การเตรียมฐานพื้นที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงที่ปัญหาจากพื้นเดิมจะส่งผลต่อระบบสนามภายหลัง และทำให้สามารถเลือกระบบ Acrylic, PU, PU Coating หรือวัสดุประเภทอื่นให้สัมพันธ์กับสภาพหน้างานจริงมากขึ้น

หากต้องการดูบริการพื้นสนามกีฬาโดยรวม สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ พื้นสนามกีฬาและบริการติดตั้งพื้นสนามกีฬา Sukrita2008

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Sports and Play Construction Association (SAPCA) — Guidance และ Codes of Practice สำหรับฐานและระบบระบายน้ำของพื้นที่กีฬา